BG1 BG2

ประวัติบริษัท

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญในปี 2558

  • ปิดสาขาจำนวน 2 สาขา

ประวัติบริษัทฯ

  • จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งส์ภายใต้ชื่อ “บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)” ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนขึ้น เพื่อประกอบธุรกิจทางด้านลงทุนและถือหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ฯ โดยบริษัทฯ จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทหลักทรัพย์ฯ
  • เปิดสาขาเพิ่มเติมจำนวน 1 สาขา และปิดและควบรวมสาขาจำนวน 1 สาขา
  • ลดทุนจดทะเบียนที่ยังไม่ได้เรียกชำระ จากจำนวน 3,149.55 ล้านบาท ให้คงเหลือ 2,330.81 ล้านบาท โดยการตัดหุ้นสามัญที่ยังไม่ได้จำหน่ายจำนวน 818.74 ล้านหุ้น
  • เพิ่มทุนจดทะเบียน จากจำนวน 2,330.81 ล้านบาท เป็น 3,189.79 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 858.98 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท
  • จดทะเบียนเพิ่มทุนจดชำระแล้ว จากจำนวน 2,330.81 ล้านบาท เป็น 2,589.74 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556
  • แต่งตั้งนางสาวสุดธิดา จิระพัฒน์สกุล และนายชนะชัย จุลจิราภรณ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทน ดร.ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ที่ลาออกไป โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556
  • แต่งตั้งนายสุวิช รัตนยานท์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556
  • แต่งตั้งนายศุภกฤต โชคสุขธนพงศ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ สายตราสารทุน 4 แทนนายสุวิช รัตนยานท์ โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556
  • แต่งตั้งนายชนะชัย จุลจิราภรณ์ เป็นกรรมการ (ไม่มีอำนาจในการจัดการ) แทนดร.ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ที่ลาออกไป โดยมีผลนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556
  • แต่งตั้งนายทอมมี่ เตชะอุบล เป็นกรรมการ (มีอำนาจในการจัดการ) โดยมีผลนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2556
  • แต่งตั้งนายทอมมี่ เตชะอุบล เป็นกรรมการ (ไม่มีอำนาจในการจัดการ) แทนนายทศไชย อัศวินวิจิตร ที่ได้ลาออก โดยมีผลนับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2555
  • แต่งตั้งนายชนะชัย จุลจิราภรณ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 และแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารโดยมีผลนับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2555
  • เพิ่มทุนชำระแล้วจากจำนวน 2,330.76 ล้านบาท เป็น 2,330.81 ล้านบาท จากการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของใบสำคัญแสดงสิทธิฯ ชุดที่ 5 ซึ่งได้หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2556
  • แต่งตั้งดร. ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554
  • แต่งตั้งนางสาวเนตรชนก อาณาวรรณ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดสายบัญชีและการเงิน โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554
  • แต่งตั้งพลตำรวจตรีวีรพงษ์ ชื่นภักดีเป็นกรรมการ (ไม่มีอำนาจในการจัดการ) แทนกรรมการที่ได้ลาออก โดยมีผลนับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554
  • แต่งตั้งนายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ เป็นกรรมการอิสระ แทนกรรมการที่ได้ลาออกโดยมีผลนับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554
  • จดทะเบียนเพิ่มทุนจดชำระแล้ว จากจำนวน 1,866.37 ล้านบาท เป็น 2,330.76 ล้านบาท  เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553
  • แต่งตั้งดร. ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เป็นรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทนนายบี เตชะอุบล ที่ได้ลาออก โดยมีผลนับแต่วันที่ 7 กันยายน 2553
  • แต่งตั้งนางสาวสุดธิดา จิระพัฒน์สกุล เป็นกรรมการ (มีอำนาจในการจัดการ) แทนนายบี เตชะอุบล ที่ได้ลาออก โดยมีผลนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2553
  • แต่งตั้งนางสาวเนตรชนก อาณาวรรณ เป็นรักษาการผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดสายบัญชีและการเงิน และผู้อำนวยการอาวุโสสายบัญชีและการเงิน แทนนางสาวลักษมี คงวัฒนเศรษฐ รองกรรมการผู้จัดการ สายบัญชีและการเงิน โดยมีผลนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553
  • ลงทุนเพิ่มเติมในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) รวมเป็นร้อยละ 22.5 ของ ทุนจดทะเบียนของ บริษัทดังกล่าว มีผลให้บริษัทดังกล่าวเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วม
  • เปิดสาขาเพิ่มเติมจำนวน 16 สาขา และปิดและควบรวมสาขาจำนวน 3 สาขา
  • ลดทุนจดทะเบียนที่ยังไม่ได้เรียกชำระ จากจำนวน 4,916.51 ล้านบาท ให้คงเหลือ 4,195.89 ล้านบาท โดยการตัดหุ้นสามัญที่ยังไม่ได้จำหน่ายจำนวน 720.62 ล้านหุ้น
  • ลดทุนชำระแล้ว จากจำนวน 4,195.89 ล้านบาท ให้คงเหลือ 4,038.14 ล้านบาท โดยการลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงจำนวน 157.75 ล้านหุ้น เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 ซึ่งมีจำนวน 157.75 ล้านบาท
  • ลดทุนชำระแล้ว จากจำนวน 4,038.14 ล้านบาท ให้คงเหลือ 2,300.00 ล้านบาท โดยการลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงจำนวน 1,738.14 ล้านหุ้น เพื่อคืนเงินทุนบางส่วนจำนวน 1,738.14 ล้านบาท ให้แก่ผู้ถือหุ้น
  • เปลี่ยนแปลงชื่อจดทะเบียนของบริษัทฯ จากเดิม “บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน)” เป็น “บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)”
  • ลดทุนชำระแล้ว จากจำนวน 2,300.00 ล้านบาท ให้คงเหลือ 1,866.37 ล้านบาท โดยการลดจำนวนหุ้นให้น้อยลงจำนวน 433.63 ล้านหุ้น เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 433.63 ล้านบาท
  • ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวนไม่เกิน 466.59 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น ในอัตรา 4 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 1.30 บาท
  • ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ รุ่นที่ 5 จำนวนไม่เกิน 466.59 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนและได้รับการจัดสรรหุ้น ในอัตรา 1 หุ้นสามัญใหม่ ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยไม่คิดมูลค่า ทั้งนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย สามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1.50 บาท
  • ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และ/หรือที่ปรึกษาของบริษัทฯ ตามโครงการ ESOP ครั้งที่ 1 จำนวนไม่เกิน 350.00 ล้านหน่วย โดยไม่คิดมูลค่า ทั้งนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย สามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1.50 บาท
  • เพิ่มทุนจดทะเบียน จากจำนวน 1,866.37 ล้านบาท เป็น 3,149.55 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 1,283.18 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท
  • จำหน่ายหุ้นทั้งหมดในบริษัทหลักทรัพย์ เอเพกซ์ จำกัด ให้แก่ Merrill Lynch Holdings (Mauritius)
  • คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้แก่บริษัทฯ และเริ่มให้บริการด้านธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • กระทรวงการคลัง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ก. ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่สามารถประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ได้ครบทุกประเภทให้แก่บริษัทฯ
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้บริษัทฯ เริ่มประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
  • ปิดและควบรวมสาขาจำนวน 4 สาขา
  • ปิดและควบรวมสาขาจำนวน 4 สาขา และเปิดสาขาเพิ่มเติมจำนวน 1 สาขา
  • โอนทุนสำรองและทุนสำรองส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจำนวน 813.67 ล้านบาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ซึ่งมีจำนวน 901.67 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จ คงเหลือผลขาดทุนสะสมจำนวน 87.99 ล้านบาท
  • เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท
  • ลดทุนชำระแล้วของบริษัทหลักทรัพย์ เอเพกซ์ จำกัด จากเดิม 482.05 ล้านบาท ให้คงเหลือจำนวน 120.51 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายหุ้นทั้งหมดในบริษัทดังกล่าว
  • เพิ่มทุนชำระแล้วเป็น 4,195.89 ล้านบาท จากการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของใบสำคัญแสดงสิทธิฯ ชุดที่ 4
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคณะกรรมการ โดยศาสตราจารย์ ประยูร จินดาประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และนายสดาวุธ เตชะอุบล ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • ปิดและควบรวมสาขาจำนวน 23 สาขา
  • เพิ่มทุนชำระแล้วเป็น 3,223.10 ล้านบาท จากการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของใบสำคัญแสดงสิทธิฯ ชุดที่ 3
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคณะกรรมการ โดยนายอุดม วิชยาภัย ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และนางอาภา คิ้วคชา ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2,414.16 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นสามัญจำนวนร้อยละ 99.99 ของทุนจดชำระแล้วของ Indosuez W.I. Carr Securities (Thailand) Limited ซึ่งบริษัทฯ ได้ซื้อบริษัทดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัทหลักทรัพย์ ไอบี จำกัด” และ “บริษัทหลักทรัพย์ เอเพกซ์ จำกัด” ตามลำดับ
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 4,916.51 ล้านบาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญชุดที่ 3 และชุดที่ 4 ซึ่งได้หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 และวันที่ 16 มกราคม 2549 ตามลำดับ
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,785 ล้านบาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ซึ่งได้หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 และวันที่ 14 ธันวาคม 2545 ตามลำดับ
  • แก้ไขข้อบังคับเพื่อขยายสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติจากเดิมร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมด และได้จดทะเบียนเพิ่มทุนเป็นระยะๆ
  • แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 200 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท
  • หุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้รับอนุมัติให้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
  • หุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้รับอนุมัติให้เป็นหลักทรัพย์รับอนุญาตในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น "บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด"
  • สมัครและได้รับเลือกเป็นบริษัทสมาชิกหมายเลข 3 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • จดทะเบียนก่อตั้ง "บริษัท แอ๊ดคินซัน เอ็นเตอร์ไปรส์ จำกัด"